ข่าวบันเทิงวันนี้ ซุบซิบดารา ดาราไทย ดาราเกาหลี ดาราต่างประเทศ

รุมอัด"เมธี"หุบปากได้แล้ว



         นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวถึงกรณีนายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตแนวร่วมคนเสื้อแดง ออกมาขุดคุ้ยน.ส.รุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ แอนนี่ บรู๊ค ว่า ขอให้ทุกคนจบได้แล้ว เพราะตนไปพบแอนนี่มาก็บอกว่าไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต ตนบอกไม่ให้ไปออกรายการอะไรอีกเพราะจะเป็นการเปิดประเด็นต่อ เรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง แต่ไม่ทราบว่าผู้ชายทั้งหลายที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ไม่ว่านายพจน์ อานนท์ ออกมาเต็มตัว หรือนายเมธี อมรวุฒิกุล ที่ไม่เกี่ยวข้องเลย กลับมาตั้งหน้าตั้งตาเอาเป็นเอาตายกับผู้หญิง เรื่องของนายเมธีเกิดมา 10 กว่าปี จะมีจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ไม่น่ามาเปิดเผยกระหน่ำซ้ำเติมผู้หญิง

          “แอนนี่จะดีหรือไม่ดี เขาก็เป็นผู้หญิง เขาก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณไม่เกี่ยวข้องด้วย เหตุการณ์ที่เกิดกับคุณก็อาจไม่ได้เกิดกับคนอื่น ความรู้สึกผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของนายเมธี คุณจะมาพูดทำให้ผู้หญิงเสียหายทำไม จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่สมควรไปพูดตราหน้าเขา วันนี้มาเปิดโปงไม่ใช่สุภาพบุรุษ ผู้ชายทั่วไปไม่ทำกันหรอก”นายอิสสระ กล่าว

          ด้าน นางสุทธินีเมธี ประภา ประธานฝ่ายกฎหมาย สภาสตรีแห่งชาติฯ และผู้อำนวยการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย กล่าวว่า นายเมธีออกมากล่าวพาดพิงถึงแอนนี่ตามกฎหมายถือว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทแน่นอน แม้จะเคยคบหากับฝ่ายหญิง เมื่อเลิกคบกันไปแล้ว ไม่สมควรมาพูดจาย่ำยีผู้หญิง การให้สัมภาษณ์แบบนี้ผิดอยู่แล้ว ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองแอนนี่อยู่ เรื่องที่พูดจะจริงหรือไม่จริง ตามกฎหมายถือเป็นการไขข่าวให้ผู้อื่นเสียหาย ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 326 ฐานหมิ่นประมาทโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่หากเป็นการพูดโฆษณา กระจายเสียงป่าวประกาศให้คนอื่นเสียหาย อย่างกรณีเฮียฮ้อกับนายสมรักษ์ ช่อง 3 จะมีโทษหนักกว่า คือ จำคุก 2 ปี ปรับ 2 แสนบาท

          อย่างไรก็ตาม เรื่องของฟิล์มกับแอนนี่ เป็นเรื่องส่วนตัวของคนสองคน รัฐธรรมนูญ มาตรา 45 คุ้มครองว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็น แต่จะไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศชื่อเสียง ความเป็นอยู่ในครอบครัว ความเป็นอยู่ส่วนตัวบุคคลไม่ได้ ไปทำลายให้คนอื่นถูกดูหมิ่นเกลียดชังไม่ได้ ทั้งนี้นอกจากฟ้องอาญาแล้ว ยังสามารถฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานทำให้เสียชื่อเสียงกระทบการทำมาหากินได้อีกด้วย

          ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงนายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตแนวร่วมคนเสื้อแดงที่ดีเอสไอกันตัวเป็นพยานในคดีก่อการร้ายและอยู่ในโครงการคุ้มครองพยานของดีเอสไอ แถลงข่าว กรณีน.ส.รุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือแอนนี่ ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้บอกนายเมธีไปแล้วว่าอาจจะได้รับอันตรายได้หากปรากฏตัวต่อในที่สาธารณะ ทั้งนี้คงต้องตักเตือนนายเมธี ตามขั้นตอน แต่ยังคงไม่พิจารณาเพิกถอนการคุ้มครองพยาน หลังจากนี้คงไม่มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะจะเป็นผลเสียต่อนายเมธี เนื่องจากนายเมธีร้องขอให้ดีเอสไอเข้าไปคุ้มครอง เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายซึ่งดีเอสไอ ทำตามคำร้องขอ หากนายเมธีผิดระเบียบการคุ้มครองพยานอีกในครั้งต่อไปดีเอสไอคงต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครองพยาน

          วันที่ 8 ตุลาคม คณะอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ออกแถลงข่าว กรณีข่าว ฟิล์ม – แอนนี่ บทบาทหน้าที่ที่เหมาะสมของสื่อหนังสือพิมพ์ไทย

          เนื้อหาระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับนำเสนอข่าวความสัมพันธ์ระหว่างดาราและนักร้อง นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ (ฟิล์ม) และนางสาวแอนนี่ บรู๊ค ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนตุลาคมนั้น เป็นผลให้หลายฝ่ายได้สะท้อนข้อวิพากษ์เกี่ยวกับบทบาทความเหมาะสมด้านจริยธรรมการทำหน้าที่ของสื่อหนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวางนั้น

          คณะอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้พิจารณาในวาระประชุมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม มีมติเห็นสมควรให้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเป็นกรณีศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมและในกลุ่มวิชาชีพสื่อหนังสือพิมพ์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องบทบาท หน้าที่ การเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งข้อพึงตระหนักถึงการนำเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม ตามหลักจริยธรรมวิชาชีพฯ กล่าวคือ

          มีการเปิดประเด็นของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ระบุชื่ออักษรย่อ จากนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ทางอินเทอร์เน็ตและสื่อมวลชนสาขาต่างๆ อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องออกมาแถลงข่าวโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับได้ให้ความสำคัญโดยให้พื้นที่ข่าวส่วนใหญ่บนหน้าหนึ่งทั้งการพาดหัวและเนื้อข่าว

          จากการติดตามการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ คณะอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บุคคลในข่าวจะเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งเป็นเหตุผลในการนำเสนอข่าวเพื่อตอบสนองความสนใจของสาธารณชนตามองค์ประกอบหนึ่งของหลักการประเมินคุณค่าข่าวก็ตาม

          แต่การนำเสนอข่าวลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหมิ่นเหม่ต่อจริยธรรมข้อที่ว่าด้วยการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิเด็กที่พึงระมัดระวังถึงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต ความบังควรหรือไม่บังควรด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะการเสนอภาพเด็กอย่างโจ่งแจ้งปราศจากความระมัดระวัง จะด้วยเจตนาหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม

          เช่น การเปิดเผยที่อยู่ของคู่กรณีอย่างเกินความจำเป็น การตรวจสอบรหัสพันธุกรรม (DNA) เพื่อยืนยันความเป็นผู้ปกครอง แม้ประเด็นดังกล่าวจะท้าทายการพิสูจน์ความจริงระหว่างคู่กรณี แต่ก็เป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ที่มิได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง สื่อมวลชนจึงควรทำหน้าที่ ‘สื่อ’ ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

          อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ขอแสดงความชื่นชมต่อหนังสือพิมพ์ที่อุทิศพื้นที่ข่าวดังกล่าวในแง่มุมที่เป็นบทเรียนและมีประโยชน์ต่อสาธารณะ อาทิ นำเสนอความคิดเห็นเชิงเสนอแนะจากนักวิชาการ นักจิตวิทยา นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี นักสิทธิมนุษยชน บุคลากรในวงการสาธารณสุข ฯลฯ อันเป็นข้อคิดที่ดีที่พึงปฏิบัติแก่เยาวชนและสังคม

          คณะอนุกรรมการส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สื่อมวลชนทุกแขนงจะตระหนักถึงหลักจริยธรรมทางวิชาชีพในการแสดงบทบาทและทำหน้าที่ตามมาตรฐานสื่อมวลชนที่ดี เพื่อร่วมสรรค์สร้างจรรโลงสังคมในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืนต่อไป
กลับไป ด้านบน

Thaiza update: