ข่าวบันเทิงวันนี้ ซุบซิบดารา ดาราไทย ดาราเกาหลี ดาราต่างประเทศ

แตงโม แจงคอมเมนต์เตือนสติ เอิร์ก เลเดอเรอร์ พร้อมอัพเดทอาการป่วย ปัดออกวงการ

วางแพลนพักงานในวงการ เพื่อรักษาตัวหลังป่วยหนัก2โรค ทำกระทบกับการใช้ชีวิตและการทำงานมนวงการ สำหรับสาวแตงโม-นิดา ซึ่งแฟนๆก็กลัวว่าจะอำลาวงการไปเลยหรือเปล่า ล่าสุดสาวแตงโมก็ออกมทชี้แจง พร้อมเผยถึงเรื่องคลิปในไอจีที่เสียใจหลังพ่อไม่เลิกบุหรี่ตามที่เคยคุยกันไว้

 

ถามถึงที่เราลงคลิปในไอจีเสียใจที่พ่อไม่เลิกบุหรี่?
“คือวันนั้นจริงๆแล้วมันไม่ใช่ไลฟ์สดหรอก มันเป็นช่วงก่อนวันเกิดโมไม่กี่วัน แล้วด้วยความที่เราขอคุณพ่อมานานแล้ว ว่าอยากจะให้คุณพ่อเลิกบุหรี่ เพราะท่านไม่สบายเยอะ มีหลายๆโรค เขาก็ค่อนข้างที่จะพยายาม แต่เราดันเอาความหวังของเราไปไว้ที่เขาเยอะเกินไป เราคิดว่าเขาต้องเลิกได้ภายในวันเกิดเราแน่ๆเลย อันนี้คือสิ่งที่เราคิดไปเอง คิความตั้งใจเขามันก็มี เพียงแต่ว่าความเป็นไปได้ที่มันจะหยุดได้หรือเปล่า มันอาจจะไม่จำเป็นต้องตรงกับวันเกิดเราก็ได้ เพียงแค่เราเห็นความพยายามของเขาก็พอ แต่ว่าด้วยความที่ตอนที่โมลงคลิปไป มันเป็นช่วงที่โมหวังกับตรงนั้นมากจนเกินไป เพราะว่าโมขอมาทั้งชีวิตแล้ว แล้วพอไปเห็นว่า ถ้าเกิดคนที่เลิกบุหรี่แล้วจะต้องไม่มีที่เขี่ยบุหรี่สิ แล้วเห็นที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่ที่โต๊ะพ่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า มันสกปรกก็เลยยังไม่ได้เก็บมั้ง เพราะมันวางอยู่นอกบ้าน อาจจะเลอะฝน แต่อีกใจก็แอบคิดว่าหรือว่ายังสูบอยู่บ้าง แอบเดินไปดูสักหน่อยดีกว่า ปรากฎว่าเราก็เจอก้นบุหรี่ แล้วเราก็เสียใจมากเลย เพราะว่าก็อย่างที่บอกว่าเราเอาความหวังของเราไปไว้ที่คุคพ่อมากจนเกินไป หลังจากนั้นมันก็เป็นลักษณะแบบลูกสาวน้อยใจค่ะ เพราะว่าของมาทั้งชีวิตแล้ว แล้วเจตนาของโมคือด้วยความรักพ่อจริงๆ แล้วก็มีหลายๆท่านเตือนว่าใจเย็นๆนะ ให้ดูที่ความพยายามของพ่อดีกว่า อย่าเพิ่งไปดูที่ผลรับเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อพิสูจน์มา มันก็พิสูจน์ให้รู้แล้วว่าพ่อรักเราจริงๆ ไม่ใช่ว่าแค่การไม่เลิกบุหรี่ข้อเดียว จะทำให้ไปเหมาว่าเขาไม่รักเรา มันไม่ใช่ ก็เลยเออ จริงด้วย เพราะฉะนั้นโมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ที่พ่อเลี้ยงเรามาตลอดชีวิตนั้นคือการพิสูจน์แล้วว่าพ่อรักเราจริงๆ หลังจากนี้คุณพ่อจะสูบหรือไม่สูบ โมไม่คาดหวังอะไรแล้วค่ะ โมรู้สึกว่าอะไรที่พ่อทำแล้วมีความสุข ให้พ่อทำดีกว่า”

 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram

❤️falling in love. @natamol @robirt_99 @gatick #cleobachelors2018

โพสต์ที่แชร์โดย @ melonp.official เมื่อ

ก่อนหน้านี้ได้เห็นความตั้งใจของคุณพ่อที่จะเลิกบุหรี่ไหม?
“ตอนแรกไม่เห็นค่ะ มันเป็นความรู้สุกจับผิดมากกว่า ด้วยความที่เราขอมาทั้งชีวิตแล้วไง มันก็ 20 -30 ปีแล้ว คอยจับผิดอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่จะเลิกให้สักที มันเป็นการจับผิดมากกว่า มันเหมือนเราอยู่คนละฝั่ง พอถอยกลับมามอง แล้วมองไปที่เขาว่าเขาก็พยายามที่จะเลิก แล้วการที่เขาเลิก เขาทรมานนะ ไม่ได้สบาย เราก็เลยรู้สึกว่าเราก็ใจร้ายเกินไปหน่อย แต่ว่าอยากให้ดูที่เจตนา โมไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้าย หรือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับใคร อยากให้ดูที่เจตนาว่าถึงโมจะมีความงอแง ร้องไห้ในเรื่องของพ่อ แต่เจตนาโมคืออยากให้พ่อสุขภาพแข็งแรง อยู่กับเราไปนานๆเท่านั้นเอง”

 

ถามคุณพ่อไปม ว่าทำไมถึงกลับมาสูบอีก?
“คุยกันมาทั้งชีวิตแล้วค่ะ ไม่คุยแล้วค่ะ เขาให้คำสัญญามาทั้งชีวิตเลยค่ะ ว่าเขาจะพยายาม(หัวเราะ) คราวนี้โมก็ปล่อยเบลอไป เพราะรู้สึกว่าพอลงคลิปไป วันรุ่งขึ้นก็คิดว่าพ่อจะต้องเรียกโมไปคุยแน่เลย แต่ด้วยความที่โมก็ลบก่อน แล้วพ่อหลับจนไม่รู้เรื่อง โมก็ไม่รู้ว่าพ่อเห็นหรือไม่เห็น แต่มันก็เป็นข่าว พอเป็นข่าวก็ไม่แน่ใจอีกว่าเห็นหรือไม่เห็น แต่ว่าเหมือนเราปลดล็อกในใจเราแล้วว่าไม่ว่าจะยังไง เราก็จะไม่ขอเขาแล้ว เพราะคิดว่าเขาก็แพลนในการที่จะลดลงเรื่อยๆ โมก็วางใจในแพลนของพ่อ โมเชื่อว่าโมมองพ่อในมุมที่เขาพยายามเพื่อลูกดีกว่า ตรงนี้มันปลดล็อกในใจโมแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่คุยกับคุณพ่อเรื่องนี้อีกแล้ว”

พ่อสูบบุหรี่หนักแค่ไหน?
“ก่อนหน้านี้คือ วันละประมาณ 3 ซอง บวกกาแฟอีกประมาณเกือบ 10 แก้ว เส้นเลือดในสมองจะไม่ตีบได้ยังไง ตอนนี้ก็ลดลงมาเยอะเลยค่ะ เหลือวันละประมาณ 10 มวน ถามว่าเขามีเอฟเฟกกับสุขภาพมั้ย โมว่าเวลาคุณพ่อเลิกบุหรี่แล้วไปออกกำลังกาย คุฌพ่อจะทานเยอะขึ้นแล้วจะสดใสขึ้น”

 

เราไม่น้อยใจพ่อแล้วใช่ไหม?
“ไม่น้อยใจแล้ว เข้าใจคุณพ่อแล้วค่ะ ถ้าลูกๆ บางคนยังเป็นเหมือนโม ยังแอบงอนอยู่ ยังงอแงอยู่ อยากจะให้มองถึงว่า ถ้าเขาไม่พยายามเลยก็คงงอนได้แหละ เราลองไปถามเพื่อนๆ เขา หรือคนรอบข้างเขาจะเห็นว่าเขาพยายามที่จะลดเพื่อเรา อันนั้นก็คือการทำเพื่อเรา นั่นก็คือความรักจากเขาเหมือนกัน ฉะนั้นอยากจะให้ลองดูโมเป็นตัวอย่าง บางทีเรารีบที่จะตัดสินและเราก็เสียใจเอง ต้องถามเขาก่อนว่าเขาได้พยายามหรือยัง”

 

จะมีเคลียร์กับพ่อไหม หรือเราปลดล็อกเข้าใจท่านแล้ว?
“ปลดล็อกแล้ว ตอนนี้ก็ทำได้แต่ว่าเราก็พยายามชดเชยเรื่องอื่น เช่น ถ้าคุณพ่อไม่สบายก็ให้เขาออกกำลังกายเยอะหน่อย และกินอาหารเพื่อสุขภาพเยอะหน่อย ใจจริงโมก็อยากให้คุณพ่อไปปรึกษาคุณหมอ ก็แล้วแต่ความสมัครใจของคุณพ่อ ถ้าเกิดอยากไปก็มาบอกโมว่าไปหาหมอกันมั้ย ก็ได้ค่ะ ถามว่าคุณพ่อรู้ในส่ิงที่เราพูดไปมั้ย รู้ค่ะ รู้หมดทุกอย่าง เพราะพ่อกับโมมองตาก็รู้ใจ ใช้ความรู้สึกเดียวกัน ใช้สมองและหัวใจเดียวกัน แค่พูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง”

ขออนุญาตถามเรื่องคอมเมนต์ที่เราไปเขียนถึง เอิร์ก เลเดอเรอร์ ในอินสตาแกรมว่า ตามมาเผือก?
“ในเรื่องคอมเมนต์จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องของโมหรอก เพราะโมเองก็เขียนกำกับเอาไว้แล้วว่าโมตามไปเพราะอะไร แต่ที่โมรู้สึกเห็นใจก็เพราะโมอยากที่จะเป็นปากเสียงให้กับคนที่เขาเคยฆ่าตัวตาย หรือคนที่ฆ่าตัวตายไปแล้ว เนื่องจากเขาเหล่านั้นจะมีมุมบางมุมที่คนบางคนยังไม่เข้าใจ และโมก็อยากจะให้สังคมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายมากขึ้น”

“ซึ่งการที่โมตามเข้าไปเผือก โมต้องบอกก่อนว่าด้วยความที่โมเองก็เคยมีเรื่องราวบางช่วงชีวิตของโมที่คล้ายเขา โมก็เลยอยากจะช่วยอธิบายแทน โมรู้ว่านะว่ามันไม่ใช่เรื่องของโม แต่โมรู้สึกไงคะว่าสังคมยังให้พื้นที่กับคนที่เจ็บช้ำในหัวใจน้อยไปหน่อย ดังนั้นถ้าหากโมสามารถพูดแทน เขาได้โมก็อยากจะพูดเท่านี้เองค่ะ ในฐานะที่เราเป็นโรคเดียวกัน และเคยมีความรู้สึกเดียวกัน เพราะถ้าหากเป็นโรคอื่น เราก็สามารถวัดค่าเลือด วัดค่าน้ำตาล หรือค่าอะไรต่างๆ และรักษาโดยตรงได้ แต่กับโรคทางจิตเราไม่สามารถวัดได้เลยว่า เสียใจมากเท่าไหร่ รักมากเท่าไหร่ ความรู้สึกแย่มากน้อยเท่าไหร่ เพราะบนโลกใบนี้มันไม่มีหน่วยวัดได้ ดังนั้นถ้าหากเราเข้าใจและเราศึกษาที่จะอยู่กับคนเป็นโรคซึมเศร้า คนฆ่าตัวตายจะน้อยลงมากเลยค่ะ”

อัปเดตอาการป่วยของเราบ้าง เพราะล่าสุดเห็นเราออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะรับงานในวงการบันเทิงให้น้อยลง?
“จริงๆ งานวันนี้ก็ถือว่าเป็นงานในวงการ ซึ่งโมก็ยังคงรับปกตินะคะ ส่วนเรื่องละครอันนี้โมต้องขอพิจารณาเป็นเรื่องๆ จริงๆ เพราะถ้าหากโมยังไม่หายดี โมก็ไม่อยากจะเป็นภาระให้ทุกคน ไม่อยากเอาชื่อเสียงของตัวเองไปแลก และถ้าหากจำได้ที่ผ่านมาโมเองก็มีประวัติมาพอสมควรเลยเหมือนกันว่าโมทำงานไม่เต็มที่”

 

ผลกระทบจากอาการป่วยของเราส่งผลกับงานยังไงบ้าง?
“โมไม่สามารถยืนนานๆ ได้ค่ะ เพราะโมจะเหนื่อยเร็ว หมดแรงเร็ว รวมถึงมีอาการเช้าไม่ตื่นกลางคืนไม่นอน ซึ่งอาการตรงนี้เป็นอาการที่ชัดมากๆ และมันก็ส่งผลโดยตรงกับงาน เพราะมันจะทำให้โมไปกองสายกว่าคนอื่นๆ ถึงขนาดโมต้องไปขอต่อรองกับทีมงานเลยนะคะว่า ขอโมไปถึงกองเวลา 8 – 9 โมงได้ไหม และพอกลางคืนโมก็จะคึกมาก คึกแบบสามารถอยู่เลิกกองได้ถึงเที่ยงคืนเลย ซึ่งบางกองเขาก็โอเคเขาชอบ แต่บางกองเขาไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเขาก็อยากรักษาสุขภาพทีมงานเขาเหมือนกัน ไม่อยากให้ต้องเลิกกองหลังเวลา 4 ทุ่ม ฉะนั้นมันจึงชัดเจนมากเลยว่า นาฬิกาชีวิตโมมันไม่สอดคล้องกับคนอื่นจริงๆ โมก็เลยเกรงใจ ซึ่งในส่วนของการทำงานหลังจากนี้ โมก็เลยต้องขอผู้ใหญ่ว่า ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าโมขออนุญาตรักษาตัวเองก่อนได้ไหม และหลังจากประมาณ 6 เดือน ก็ค่อยกลับมาทำงานอีกที”

 

ทำไมเราถึงเพิ่งจะเริ่มรักษา ทั้งๆ ที่มันเกิดมาตั้งนานแล้วและเรื้อรังมานาน?
“โมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นมานาน เหมือนเราไปรู้ว่าเราเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เอาตอนขั้นสุดท้ายแล้วอะไรแบบนี้ ก่อนหน้านี้โมไม่ทราบมาก่อนว่าโมเป็นต่อมหมวกไตล้า แต่เรามีอาการมานาน แต่เราคิดว่ามันเป็นนิสัยไม่ดีของเราหรือเปล่า เพราะเราเป็นคนขี้เกียจหรือเปล่า เราเป็นคนขี้เซาหรือเปล่า แต่พอเราลองมาดูแล้วพอเกินบ่ายสอง เกือบตี 2 นั่นคือช่วงชีวิตกลางวันของโม เพราะว่าคอร์ติซอลของโมมันหลั่งช่วงนั้น มันหลั่งผิดเวลา เพราะฉะนั้นตอนกลางคืนโมจะทำงานแบบสุดฤทธิ์สุดเดช หัวสมองแล่น งานไหลรื่นมาก คิดโปรเจคได้เยอะมาก แต่พอกลางวันที่เราควรจะแอคทีฟ คอร์ติซอลเรามันไม่หลั่ง เพราะฉะนั้นโมจะไม่มีแรง ร่างกายของโมมันพักผ่อนตอนนั้นค่ะ เลยยังไม่ได้รักษา และเพิ่งจะได้หมอที่รักษาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง โมพยายามเสาะหาหมอที่ค่อนข้างจะนัดงาน คุยเข้าใจง่ายได้มากที่สุด”

 

คุณหมอให้การรักษายังไงบ้าง?
“ตอนนี้เจาะเลือดไปตรวจอยู่ ก็รอผล เพราะว่าผลต้องรอนานเกือบสองอาทิตย์เลย แต่ขั้นตอนแรกต้องนอนให้เร็ว ตื่นมาให้ทันอาหารเช้า ออกกำลังกายบ้าง แค่นี้ก็จะดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ ตอนนี้โมก็ทานวิตามินอยู่บ้าง ก็ดีขึ้นเยอะแล้วเหมือนกัน แต่ว่ายังไม่หายขาด”

 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram

💄 Me by @natamol // @robirt_99 // @unkuniya งดฝากร้าน ไม่ว่างเฝ้า ทำงานอยู่ รู้เรื่องนะะะะ

โพสต์ที่แชร์โดย @ melonp.official เมื่อ

หมอบอกไหมว่าต้องรักษานานขนาดไหน?
“เขาบอกว่าอยู่ที่วินัยเรามากจริงๆ ถ้าเรามีวินัยที่ดี ตั้งใจอยากจะหายจริงๆ สักประมาณ 3-6 เดือนก็หายแล้วค่ะ แต่เราต้องมีวินัยจริงๆ แต่โมคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีวินัยมากพอ”

 

มื่อก่อนการที่เราขึ้นชื่อว่ามาสาย เป็นเพราะต่อมหมวกไตใช่ไหม?
“โมไม่อยากจะไปโทษว่าเป็นโรคของเราแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่โมแค่กระจ่างว่าเพราะอะไรโมถึงไม่ชอบตื่นตอนเช้า แต่ดันไปชอบทำงานตอนกลางคืน มันมีคำตอบให้ตัวเราเอง แต่ถามว่าถึงแม้เราจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ความมืออาชีพของเรา เราก็ต้องลุกจากเตียง เพราะฉะนั้นเราจะไปโทษโรคภัยของเราไม่ได้ คนอื่นเขาอาจจะไม่สบายเหมือนเรา แต่ทำไมเขาถึงตื่นได้ เพราะเขาฝืนตัวเองไหว คือโมเป็นคนใจเสาะในบางครั้ง เราป่วย เรามึน เราไม่ไหว เราจะใจเสาะ อ่อนแอ มันเป็นบุคลิกที่ไม่ดีของเราเลย เราเป็นคนไม่ค่อยใจสู้ไงคะ”

 

อะไรที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดต้องกลับมารักตัวเอง กลับมารักษาอย่างจริงจัง?
“เพราะว่าการที่โมออกมาบอกว่าโมจะรับงานละครน้อยลง โมรู้สึกว่าโมใจหาย และคนรอบข้างก็บอกว่าโมจะเลิกเล่นละครได้ยังไง ในเมื่อโมยังเล่นได้อยู่ แล้วมันเหมือนเป็นการดูถูกตัวเองหรือเปล่า ไม่คิดเสียใจเหรอ ถ้าโอกาสมันมาตอนนี้ ถ้าเรากลับมาอีกทีแล้วมันไม่เหมือนเดิม อะไรเหล่านี้ ตัวเองโมเองมันไม่เท่าไหร่ แต่คนส่งข้อความที่มาหาโมบอกว่าอย่าเลิกเล่นละคร ยิ่งตอนนี้มันมีผู้หญิงกับผู้หญิงเนอะ ซึ่งเป็นบทที่เราไม่คิดว่าเราจะเล่นได้ และเขาเห็นว่าเราเล่นได้ เขาก็อยากจะให้เราเล่นต่อไปเรื่อยๆ โมก็โอเค จะพยายามหายให้ไวที่สุด และรีบกลับมาทำงานให้ดีแล้วกันค่ะ”

 

ยืนยันว่ายังไม่ออกจากวงการ?
“ค่ะ ออกขาดไม่ได้ อย่างที่โมบอกตั้งแต่แรกแหละ แต่ก็ต้องขอเลือกนิดหนึ่ง”

 
 
 
ดูโพสต์นี้บน Instagram

🌼 เห้อออออออ

โพสต์ที่แชร์โดย @ melonp.official เมื่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: