ข่าวบันเทิงวันนี้ ซุบซิบดารา ดาราไทย ดาราเกาหลี ดาราต่างประเทศ

'บุ๋ม ปนัดดา' เปิดใจสาเหตุเตียงหัก ปิดฉากรัก 'เอก'

 ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกปิดฉากรักชีวิตคู่กับอดีตสาทีหนุ่ม เอก เอกริน สำหรับ บุ๋ม ปนัดดา ในรายการตกมันส์บันเทิง ช่อง 9 อสมท. สุดกลั้นต้องตัดสินใจเดินคนละทาง เพราะไม่เข้าใจกัน หลังทำงานเพื่อสังคม จนทำให้ฝ่สยชายรู้สึกว้าเหว่

“ความสัมพันธ์ของเราคุยกันมา และพยายามประคับประคองกันในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีการคุยเรื่องการเลิกกันหลายครั้ง จะต่างคนต่างอยู่ดีมั้ย หรือต่างคนต่างใช้ชีวิตเป็นของตัวเองดีมั้ย เพื่อที่จะได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบมากยิ่งขึ้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว บุ๋มเจอกับเขามาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 และความสัมพันธ์ก็มาจบลงตอนปลายปี 2561 นั่นหมายถึงว่าเกือบๆ 5 ปีที่เราดูแลและประคับประคองกันมา และอีกอย่างคือบุ๋มให้เหตุผลกับเขาไปว่า ถ้าเกิด ณ วันนี้คุณไปดูแลยิม ดูแลตัวเอง ดูแลรูปร่างอย่างที่คุณฝัน อย่างที่คุณชอบ อย่างที่คุณถนัด แล้วบุ๋มก็ไปทำงานสังคมอย่างที่บุ๋มชอบเช่นเดียวกัน และมันไม่ได้เกลียดกัน เพราะบุ๋มกลัวว่า ณ วันหนึ่งคนที่บุ๋มเคยรักมากๆ ถ้าวันนึงคุยกันไม่รู้เรื่องมันจะกลายเป็นทะเลาะ ทะเลาะจนเป็นอารมณ์มันไม่ใช่เหตุผล ดังนั้นสิ่งนึงที่บุ๋มกลัวจะเสียคนที่รักมากไป พอรักมากๆ แล้วพอมันไม่ใช่มันกลายเป็นเกลียด เราโตแล้วค่ะ และอยู่ด้วยเหตุผลเรามีลูกแล้ว บุ๋มไม่อยากจะมานั่งฟูมฟายร้องไห้ต่อหน้าลูก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบุ๋มพยายามทำในแต่ละวันให้ดีที่สุด ในเมื่อวันนี้มันไม่ดีก็ต้องมาคุยกันว่าอะไรที่ไม่ดี แล้วเราจะทำยังไงให้มันดี ถ้าต่างคนต่างอยู่มันดีกว่ามั้ย ไม่ต้องมานั่งคาดหวังกันว่าเธอต้องเป็นอย่างนั้น ฉันต้องเป็นอย่างนี้ก็เลยมาสรุปข้อตกลงกันที่ว่า งั้นต่างคนต่างอยู่ดีกว่า คุณก็ดูแลตัวเองไป บุ๋มก็ดูแลตัวของตัวเองใหม่ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

ระยะเวลาที่ตกลงไม่ใช้คำว่าสามีภรรยา ผ่านมาทั้งหมดแล้วกี่เดือน ?
“เราไม่ได้ระบุคำแบบนั้น แต่เพียงด้วยความรู้สึกด้วยการใช้ชีวิตมันเริ่มที่จะถอยออกมาสักพัก เราเริ่มนั่งมองเขาจะยังไงนะคุณ สะกิดเขาให้มานั่งคุยกันหน่อยสิว่าคุณจะเล่นเกมอย่างนี้ใช่มั้ย ฉันจะทำงานเพื่อสังคมแล้วคุณก็ยืนงอนฉันอย่างนี้ใช่มั้ย มันก็เลยกลายเป็นว่าแล้วชีวิตเราจะยังไงกันต่อ กลายเป็นว่าที่ผ่านมาใช้คำว่าประคับประคองดีกว่า มันไม่ใช่เหมือนเด็กๆ ที่จะมาวันนี้เป็นแฟนนะ วันนี้ไม่ใช่แฟนนะ คงไม่ใช่อย่างนั้น คงเป็นลักษณะเหมือนกับว่า วันนี้มีอะไรที่ไม่ดี แต่ข้อเสียของบุ๋มอย่างหนึ่ง เวลาที่รักใครมากๆ เวลาที่เขาทำอะไรที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ หรือไม่ถูกต้อง บุ๋มมักจะไม่พูดตรงๆ จริงๆ แล้วกับคนร้ายคดีความต่างๆ ที่ทุกคนเห็นบุ๋มสายลุยตลอด บุ๋มพูดตรงๆ ชัดเจน เพราะถือว่าเรายืนในความถูกต้อง เราสู้เพื่อความยุติธรรม แต่เรื่องของความรักเวลาเรารักใครก็ตาม เวลามีเรื่องอะไรเรากับพูดกับเขาอ้อมๆ ไม่อยากทำร้ายด้วยคำพูด เรารู้ว่าเราเป็นคนที่ทำหน้านิ่งก็ดุแล้ว ดังนั้นบุ๋มก็พยายามที่จะพูดว่าคุณครั้งนี้พอมั้ย อย่าเล่นอีกได้มั้ย อย่าทำอย่างนี้ได้มั้ย ก็เลยกลายเป็นว่าเราไม่บอกเขาตรงๆ ซึ่งเขาก็เลยไม่รู้ตัว”

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจเลิกคืออะไร ?
“ฟางสุดท้ายมันพูดไม่ถูก มันเป็นอะไรที่ยิบย่อยๆ สะสมมากกว่า เพราะถ้าเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เป็นเรื่องใหญ่มันคงทะเลาะกัน แล้ววันนี้ก็คงยังไม่คุยกัน แต่ ณ วันนี้เรายังคุยกันอยู่ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ เรายังทำธุรกิจด้วยกันอยู่ ไม่ได้มานั่งเกลียดกัน ทะเลาะกัน อย่ามาเจอกันอีกเลยนะ ไม่เอาอีกแล้วนะ ที่ผ่านมามันกลายเป็นว่าเขาก็มีจุดยืนของเขา หลังๆ บุ๋มเริ่มทำองค์กรทำดีพร้อมกับคบกับเขา บางคืนบุ๋มยอมรับเลยว่าเราไปช่วยผู้หญิงออกจากซ่องที่ต่างประเทศ มันใช้เวลาตอนดึกบางครั้งสำเร็จตอนตีสี่ แต่มันทำให้เขาว้าเหว่ เขารู้สึกว่าเราไม่สนใจเขามากพอหรือยังไง แต่เรากลับรู้สึกว่าถ้าคืนนี้แค่คืนเดียวฉันอยู่กับคุณอีก 6 คืนในสัปดาห์ แค่คืนนี้คืนเดียวที่ฉันไม่ได้อยู่กับคุณ แต่ได้ไปช่วยชีวิตผู้หญิง 1 คนกลับมา ซึ่งทุกคนก็เห็นในไอจีที่บุ๋มกอดน้องผู้หญิงคนนึงแต่ให้เห็นหน้าไม่ได้ บุ๋มได้ช่วยเขากลับประเทศไทยมันคุ้มกว่า ในความรู้สึกของบุ๋มนะกับความสัมพันธ์ เพราะเรามองเขาระยะยาว เราคบกันไม่ใช่แค่ปีนี้หรือแค่วันนี้เราคบกันจนวันตาย นี่คือสิ่งที่บุ๋มคิด ดังนั้นขอหนึ่งวันที่เราได้ช่วยใครสักคน กลายเป็นเขากลับมองจุดนั้นว่า ณ วันนั้นทำไมเราไม่ใส่ใจเขา”

ชีวิตคู่ครั้งที่ 2 จบลงมีน้ำตาไหม ?
“มีแน่นอนค่ะ แต่เป็นความโชคดีที่ว่าได้ไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียพอดี เป็นทริปที่ท่าน ว.วชิรเมธี บอกเราในฐานะลูกศิษย์ให้ไปช่วยงาน บอกล่วงหน้าเพราะการที่บุ๋มจะหายไป 1 สัปดาห์ กับการทำรายทีวีขนาดนี้มันต้องบอกคิวงานล่วงหน้าเป็นเดือน วันนั้นที่สุวรรณภูมิบุ๋มนั่งร้องไห้อยู่หลังตู้แอร์ เรากลัวคนเห็นแต่มันแบกความรู้สึกไม่ไหว (เสียงสั่น) เราไม่อยากไปเจอคนอื่นๆ ด้วยสภาพน้ำตาท่วมหน้า เราก็เลยร้องให้มันจบตรงนั้น เอาทิชชูเช็ดหน้าแล้วก็ไปทำงานต่อ แต่งหน้าไม่ไหวแล้ว ณ วันนั้น ถามว่าออนแอมั้ย ก็มีบ้างค่ะ”


ตอนนี้เอก ขนของออกจากบ้านแล้ว เป็นเหตุให้เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ?
“ใช่ พอมันเห็นสภาพบ้านที่มันโล่งแล้วที่เจ็บที่สุด อย่างวันพุธเตียงที่เราอุตส่าห์ไปซื้อมาใหม่มันกำลังจะมาส่งมันกลายเป็นว่าเตียงนั้นเราต้องนอนคนเดียว”

ยื้อไว้ไหม?
“ไม่ เพราะว่าไม่ใช่วันเดียวที่คิดกันมันคิดกันมาหลายวันแล้วก็คนที่บ้านก็รู้กันหมดแล้วเราพยายามจะไม่ทะเลาะต่อหน้าลูกเด็ดขาด อันดามันไม่เห็นภาพคุยของเราเลย อันดามันจะเห็นแค่ว่าวันนี้มีเขาและอีกวันไม่มีเขาแต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคือความรักที่มีต่ออันดามันยังเหมือนเดิมแม่ยังทำหน้าที่แม่ของแม่เหมือนเดิม”

ได้คุยกับเขาครั้งสุดท้ายวันไหน ?
“วันนี้เขาก็ยังไลน์มาหาเรื่องหมาเรื่องอะไร อย่างที่ทราบเราซื้อหมามาด้วยกันดูแลหมาที่บ้านด้วยกันก็เลยเป็นว่ามีเรื่องที่ยังต้องคุยกันอยู่ปรึกษากันอยู่ เพราะว่าที่ผ่านมาเขาก็มีบทบาทในชีวิตของบุ๋มอยู่แล้วเพียง แต่วันนี้ต้องมานั่งจัดการชีวิตกันใหม่”

ธุรกิจต้องทำด้วยกันหรือแยกกันแล้ว ?
“ฟิตเนสหลักๆ ยังเป็นเขาดูแลอยู่ ซึ่งบุ๋มเป็นหุ้นส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ถ้า ณ วันนี้ไปแล้วเขารู้สึกตะขิดตะขวงใจหรืออะไรก็ตามบุ๋มคงยกให้เขาหมด บุ๋มไม่เสียดาย เพราะว่าที่ผ่านมามันก็เป็นสิ่งที่บุ๋มสร้างมากับมือ บุ๋มก็ไม่อยากให้มันมีปัญหาหรือกระทบธุรกิจอะไร แล้วก็บุ๋มอยากให้ลูกน้องทุกคนสบายใจได้ว่าธุรกิจจะสามารถเดินต่อไป บุ๋มยังเดินเข้าออกอยู่ในยิมเข้าไปช่วยบริหารอยู่ตรงนั้นเพียงแต่ว่าเป็นเขาที่ดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว”

คู่เราเลิกกันด้วยดี อนาคตจะมีโอกาสหวนกลับมาคบกันอีกไหม ?
“อนาคตก็คงเป็นเรื่องของอนาคตเพราะขนาดวันนี้บุ๋มเองยังไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งสัมภาษณ์เรื่องเลิก บุ๋มก็ไม่นั่งคาดฝันมาก่อนเหมือนกันชีวิตที่ต้องมานั่งเลิกสามี ดังนั้นอนาคตของวันนี้ บุ๋มยังไม่รู้เลยว่าจะเจอแบบนี้เหมือนกัน บุ๋มก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นไม่มีใครอยากให้ชีวิตคู่ล้มเหลว ส่วนเรื่องอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาคุยกันมั้ย เป็นอะไรต่อกันเป็นยังไงต่อกัน แต่อย่างน้อยบุ๋มเองยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อเขาอยู่นะ”

คู่เราเลิกกันด้วยดี อนาคตจะมีโอกาสหวนกลับมาคบกันอีกไหม ?
“กำลังใจนอกเหนือจากแฟนๆ ที่ส่งกันมาเยอะแยะมากมายแบบในไอจีเข้ามากันมาเป็นพันเป็นหมื่นขอบคุณจริงๆ แล้วก็อันดามันคือกำลังใจสำคัญมากๆ สำหรับบุ๋ม ก็คุยกับอันดามันถ้ามีคนถามหนูถึงเรื่องครอบครัวหนูจะว่ายังไงคุยกับเขาตรงๆ เพราะเขาก็โตแล้ว เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยวอยู่แล้วแม่ตัดสินใจยังไงเขาก็เชื่อการตัดสินใจของแม่อยู่แล้ว”

ไปปฏิบัติธรรมมา ได้อะไรกลับมาบ้าง ?
“บุ๋มว่าบุ๋มโชคดีนะที่ตอนนั้นบุ๋มได้ไปปฏิบัติธรรมเลยได้ไปแสวงบุญที่อินเดียเลย เลยทำให้จิตใจกลับมาเข้มแข็งเร็วมาก บอกเลยว่าวันแรกๆ ร้องไห้หนักมากๆ แต่พอหลังจากนั้นจิตเริ่มนิ่งมากขึ้น เริ่มเห็นว่ามีมาก็ต้องมีจาก เราเริ่มเอาสัจธรรมของชีวิตมาใช้กับชีวิตตัวเองมากขึ้น บุ๋มโชคดีที่มีพระอาจารย์ ว. นำทางนำบุญและสอนอะไรหลายอย่าง เลยทำให้บุ๋มกลับมาใจนิ่งเร็วขึ้นมากและนั่งปฏิบัติธรรมได้ในวันหลังๆ ที่เริ่มหาสมาธิตัวเองเจอ เริ่มหาคำตอบของชีวิตตัวเองเจอ ก็เลยทำให้กลับมานิ่งได้เร็ว ไม่งั้นก็คงแย่เหมือนกันบุ๋มพูดตรงๆ ค่ะ”

จากนี้จะเปิดใจกับความรักอีกไหม หรือว่าพอแล้ว ?
“ณ วันนี้ไม่กล้าคิดค่ะ เพราะว่าเจ็บอยู่เหมือนกันค่ะ และรู้สึกว่าพอมีคนมาจีบปุ๊บ มีเลยนะวันแรกเลยพอข่าวออกมา ข้อความมาเยอะเลย มันกลับรู้สึกกลัวมั้ง หรือเข็ดอะไรนิดๆ เพราะเราเป็นคนที่เวลารักใครแล้วเราทุ่ม เวลารักใครแล้วเราเต็มที่ แต่ผลปรากฎว่าเมื่อมันไม่ใช่เราก็เลยจะรู้สึกกลัว อนาคตคงไม่ทราบค่ะ คงขอใช้ระยะเวลาดีมากกว่านี้อยู่กับลูก อยู่กับหมาที่บ้านดีกว่าค่ะ”

แต่ก็มีดราม่าว่าไปปฏิบัติธรรม แต่ก็ยังแต่งหน้า?
“ที่ไปอินเดียแล้วแต่งหน้าเนื่องจากว่าบุ๋มไม่ได้ไปบวชนะคะ อันนี้ต้องขอชี้แจงก่อนว่าบุ๋มไปเป็นลูกศิษย์ของทางพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี และไปช่วยทริปช่วยไปเอ็นเตอร์เทน คือกึ่งไปทำงานมากกว่าค่ะ และอารมณ์เหมือนลูกศิษย์ที่โดนใช้งานไปดูแลลูกทัวร์ 50 คน ดังนั้นพอวันแรกที่ไปบุ๋มใส่แต่แว่นอย่างที่เห็นนะคะ ร้องไห้หนักมากเลย แต่พอวันที่สองมันเห็นหน้าตัวเองในกระจก บุ๋มก็มานั่งนึกว่าแล้วฉันจะไปทำงานด้วยสภาพหน้าของฉันอย่างนี้เหรอ ก็เลยกลายเป็นว่าต้องแต่งหน้าช่วย อันนี้ขอยอมรับว่าต้องแต่งหน้าช่วย และชุดก็ใส่ชุดอินเดียเป็นสาวอินเดียเพื่อเอ็นเตอร์เทนลูกทัวร์ค่ะ ดังนั้นบุ๋มไม่ได้ไปบวช ถ้าบวชศีล 8 หรือศีล10 บุ๋มไม่แต่งหน้าอยู่แล้ว อันนี้เราทราบกฎตรงนี้ดีเพราะว่าเราก็ปฏิบัติธรรมบ่อย แต่อันนี้คือไปทำงาน นำทัวร์ไปแสวงบุญดังนั้นก็เลยไปขอแจกความสดใสดีกว่าไปยืนหน้าเศร้าตาบวม ก็คงไม่ได้ผิดอะไร อันนั้นคือทราบว่าตัวเองไปทำอะไร และเต็มที่กับงานค่ะ”

เราคิดยังไงที่คนบอกว่า ลัคกี้อินเกม แต่ไม่ลัคกี้อินเลิฟ ?
“บุ๋มก็อยากจะลักกี้ทั้งอินเกมและลักกี้ทั้งอินเลิฟนะคะ และถึงพยายามที่ว่าถ้าวันนี้ไม่ดีก็เลยรีบเลิกดีกว่า คือจะไม่ประคองจนกระทั่งทะเลาะกันหรือเกลียดกัน ดังนั้นบุ๋มพยายามจะทำให้วันนี้มันดีที่สุด ถ้าวันนี้ไม่ดีที่สุดก็ถอยกันออกมาเพื่อให้วันพรุ่งนี้มันดีกว่านี้ ดังนั้นก็เลยกลายเป็นว่าไม่รู้ว่าความรักที่บุ๋มกำลังพูดถึงคืออะไร แต่ในฐานะที่บุ๋มรัก บุ๋มขอรักตัวเอง ขอรักลูก รักสังคมที่บุ๋มทำ ดังนั้นหมายถึงว่าถ้าอะไรวันนี้ที่มันไม่ดี บุ๋มจะดันมันออกไป นี่คือสิ่งที่บุ๋มเป็น”

ยังลุยงานเพื่อสังคมต่อ?
“มันคงต้องทำต่อค่ะเพราะบุ๋มรู้สึกว่าบุ๋มมีความสุขที่บุ๋มได้ช่วยคน และเวลาเราเห็นคำขอบคุณเราเห็นน้ำตาที่เขาได้มีชีวิตกลับมา มีชีวิตรอดหรือว่ามีครอบครัว มีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุข เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาด้วยสไตล์ของเขา เขาไม่ได้ชอบ เห็นมั้ยคะว่าเขาไม่เคยไปลงพื้นที่กับบุ๋ม เพราะเขาไม่ชอบแนวนั้น แต่เราชอบอะไรที่ลุยๆ ล่าสุดก็ไปฝึกกับทหาร นี่คือสไตล์ของบุ๋ม แต่เขาอาจจะไม่ใช่แนวนั้นสักเท่าไหร่ เราก็ไม่ว่าอะไรก็เลยไม่พาเขาไป หรือถ้าเกิดจะให้บุ๋มเอาแต่ไปเที่ยวกับเขาอย่างเดียว บุ๋มก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ เอาเวลาบุ๋มไปทำอย่างอื่นดีกว่า มันก็เลยมองกันคนละมุม เดินกันคนละทางค่ะ”

เลิกรากันด้วยความไม่เข้าใจ ?
“มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่สะสมกันมามากกว่าเรื่องเขาติดเกม ส่วนเราก็เรื่องเวลา หลังๆ ไปงานต่างจังหวัดไม่ได้พาเขาไป ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก่อนเรายังลากเขาไป ปรากฏว่าพอเราลากเขาไปต่างจังหวัด เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้เล่นเวท แล้วผู้ชายเล่นกล้าม มันต้องอยู่ยิม ต้องกินข้าวตรงเวลา 5 มื้ออย่างน้อย พอพาเขาไปก็บ่นว่าผมกินไม่ครบ ซึ่งฉันก็ไม่ได้กินเหมือนกัน แต่เราก็อยากเห็นเขามีความสุข รักเขา ก็ให้เขาอยู่ยิม เราดูแลตัวเองได้”
“หลังๆ วิ่งงานต่างจังหวัดของบุ๋มเอง ก็ยิ่งห่างกัน ทำให้เรารู้สึกว่ามีเขาหรือไม่มีเขามันก็ไม่ต่างกัน แล้วเขาดูแลอะไร และบุ๋มก็ทำงานเพื่อสังคมอีก องค์กรทำดี การช่วยเหลือคนมันทิ้งไม่ได้ ให้น้องอยู่ในซ่องไปก่อน พรุ่งนี้ส่งคนไปช่วยมันก็ไม่ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: